Author: Co-working Space

ในแนวทางของการทำงานในอนาคตนั้นจะมีการเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก เพราะเทคโนโลยีและตัวช่วยที่จะมาช่วยคนนั้นก็มีมากขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละงานก็จะมีประสิทธิภาพไปอัตโนมัติ ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำยุคไปแบบทวีคูณนวัตกรรมก็เกิดขึ้นมากมาย และนี่ก็จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน 1.ไม่มีอีกแล้ว คอกของพนักงาน ปัจจุบันเราจะเห็นว่าการทำงานในบริษัทส่วนใหญ่จะมีการแข่งโซนหรือ Partition ไว้เป็นแผนกๆอย่างชัดเจน แต่ในอนาคตนั้นการกั้นโซนต่างๆจะหมดไป จริงๆในปัจจุบันจะเห็นว่าบริษัทที่ใหญ่ระดับโลกจะไม่มีการแบ่งอะไรแบบนี้แล้ว เพราะว่ามีประโยชน์ในด้านการมีส่วนร่วมกันมากขึ้น ความสนิทสนม แล้วที่สำคัญคือการรวมหัวกันคิด Project ต่างๆออกมา สิ่งนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนในปี 2020 แน่นอน 2. จะทำงานหรือจะเล่น จัดเต็มได้เลย เราคงจะเคยได้ยินกันว่า เรียนเป็นเรียน เล่นเป็นเล่น ในอนาคตบริษัทต่างๆ จะมีพื้นที่ให้ Relax ผ่อนคลายกันทุกมุมของบริษัท เช่น เช่น โต๊ะปิงปอง , โต๊ะพูล , ห้องเล่นเกม แม้แต่ห้องนอนพักผ่อน สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มจินตนาการและช่วยลดความเครียดในการทำงานได้มาก 3. ทำงานได้ตลอด 24/7 All time การบังเกิดขึ้นของ Steve Jobs ทำให้สมาร์ทโฟนทุกคนต้องมี ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่แห่งใดตำบลใด สมาร์ทโฟนจะเป็นตัวช่วยที่จะทำงานได้ง่าย แม้ขณะเราเดินทางก็ตาม บางที่บางบริษัท เช่น บริษัทประกัน ถึงกับมีสมาร์ทโฟนให้พนักงานไว้ใช้แถมค่าใช้จ่ายรายเดือนก็ไม่ต้องออกเองเลย 4. Big Data ช่วยในการตัดสินใจ แน่นอนว่าทุกๆบริษัทต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งแล้วก็กลุ่มลูกค้า เพื่อช่วยในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เหมือนสุภาษิต รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง และในเรื่อง Big Data จะเป็นเรื่องปกติสำหรับปี 2020 เป็นต้นไป เพราะข้อมูลต่างๆจะเข้าถึงกันหมด หรือแม้ในปัจจุบันก็มีบริการขาย Big Data ในการตลาดด้านต่างๆกันแล้ว สิ่งเหล่านี้จะรู้หมดว่า ลูกค้าจะใช้บริการช่วงใดบ้าง กลุ่มลูกค้าคือใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ เป็นต้น 5. ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยให้การทำงานดีขึ้น ในเรื่องของ Software ในปี 2018 เราก็จะเห็นว่ามีการพัฒนาในเรื่องของระบบไปในด้านต่างๆเฉพาะทาง เช่น Software สำหรับแพทย์ , Software สำหรับการเดินทาง , Software สำหรับการบริหารจัดการต่างๆ และในปี 2020...

ถ้าพูดถึงเรื่องน้ำดูเหมือนทุกคนจะคิดในใจว่า  รู้แล้วๆๆๆ ไม่ต้องบอกๆไม่อยากอ่านหรอก  ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วอีกใช่มะ!  ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังคิด หลายๆคนคงคิดว่า การดื่มน้ำ จะดื่มเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ใจต้องการ ยิ่งดื่มมากยิ่งดี  ดื่มช่วงเวลาไหนก็ได้ตามใจฉัน มันคงจะดีหมดแหละ...

จะว่าไปแล้วการเรียนในปัจจุบันนั้นง่ายกว่าแต่ก่อนเยอะ ด้วยสื่อออนไลน์มีให้ค้นหาศึกษามากมายไม่ว่าจะอยู่ใดก็เข้าถึงได้ แต่ก็จะส่งผลเสียเช่นกันสำหรับคนที่แบ่งเวลาไม่เป็นว่าตัวเองมีหน้าที่อะไรตอนไหน ใช่ว่าเราจะเอาแต่ดูหนังฟังเพลง แล้วค่อยมาทบทวนตอนใกล้สอบ และวันนี้เราจะมาสรุปถึงปัญหาที่จะทำให้ผลการเรียนตกต่ำกัน ซึ่งควรลด ละ เลิก ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย 1. เอาแต่..ลอกการบ้านเพื่อน เป็นพฤติกรรมที่มีมาทุกยุคทุกสมัย แถ้าเราเห็นเป็นเรื่องเล่นๆแล้วละก็มันก็จะผลต่อการเรียนของเราทั้งระยะสั้นและระยะยาว การที่เราไม่เข้าบทเรียนที่ 1 เราก็จะไม่เข้าใจบทเรียนที่ 2 และ 3 ตามมาแน่นอน เพราะในการบ้านจะเป็นสิ่งที่จะบอกว่าเราเข้าในเนื้อหาที่อาจารย์สอนมากน้อยแค่ไหน 2. อ่านหนังสือ...

Sir Isaac Newton หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า นิวตัน ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก นิวตันเองได้ทดลองและค้นพบหลักทางวิทยาศาสตร์มากมายแต่หนึ่งในการค้นพบที่เป็นสุดยอดก็คือ แรงโน้มถ่วงของโลกใบนี้ ผลก็คือทำให้วงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้ เรียกได้ว่าถ้าไม่มีเค้าเราอาจจะยังไม่มีเทคโนโลยีทันสมัยหลายๆอย่างใช้กัน วันนี้ที่ผมจะมาพูดถึงนิวตันไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์หรอกครับแต่เป็นเคล็ดลับ ที่เป็นเทคนิคในการอ่านหนังสือให้จดจำได้ดี อย่าลืมว่าเค้าเองจะต้องจดจำสูตรทางวิทยาศาสตร์มากมายเลยทีเดียว และ 4 วิธีนี้เรามาเรียนรู้กัน 1.นิวตันชอบพับมุมหนังสือ...

จากที่ผมเคยรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลของจีนพยายามเลือกคนที่มีความสามารถเข้ามาทำงานแลกกับวีซ่าที่อยู่ในประเทศได้นาน โดยจะคัดเลือกคนที่มีความสามารถระดับหัวทิเพื่อมาพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยจีนได้วางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไว้หลายด้านแต่ยังขาดบุคลากรหัวกะทิอยู่ โดยมีรายงานล่าสุดจากไชน่าเรดิโออินเตอร์เนชั่นแนลว่า สำนักผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ มณฑลยูนนาน ได้มอบวีซ่าสำหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้วีซ่าแบบนี้ และมณฑลยูนานก็จะเป็นมณฑลที่สองที่ให้วีซ่าประเภทนี้แก่ชาวต่างชาติที่มีความสามารถ คนไทยคนแรกที่ได้วีซ่านั้นคือ ศาสตราจารย์ ดร. เมธา วรรณพัฒน์ ท่านคือผู้เชี่ยวชาญคนไทยที่ทำงานอยู่ที่ยูนนาน โดยวีซ่าประเภทนี้มีอายุอยู่ได้ประมาณ 5 ถึง 10 ปี เลยทีเดียว และสามารถเข้าออกประเทศได้จำนวนหลายครั้ง ครึงนึงก็อยู่ได้ปประมาณ 180 วัน และคนที่มีคู่สมรสและบุตรก็สามารถยื่นและขอวีซ่าและได้รับระยะเวลาที่เท่าๆกัน...

จากแหล่งข่าวต่างๆรวมทั้ง Bloomberg ก็ได้เสนอข่าวว่า Grab แอพเรียกรถยักษ์ใหญ่ได้ยื่นซื้อ Uber แล้วในภาคพื้นอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใกล้ปิดดีลนี้แล้วด้วย คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานประาณ 1 สัปดาห์ ในรายละเอียดการซื้อกิจการครั้งนี้นั้น ตัว Grab เองจะได้ธุรกิจของ Uber ไปทั้งหมดเลยครับ เรียกว่าภาคพื้นอาเซียนแทบจะให้ Grab เป็นมือหนึ่งในการดำเนินธุรกิจประเภทนี้เลย และในส่วนของ Uber ก็จะได้ถือหุ้นของ Grab ประมาณ 20% แต่ก็ต้องนั่งคุยกับนักลงทุนเพิ่มเติมในเรื่องของการออกหุ้นเพิ่มทุน คนที่ว่าก็คือ SoftBank ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้งของ Grab และ Uber บิ๊กดีลครั้งนี้คนที่จะได้ประโยชน์ไปเต็มๆก็คือพวกเรานี่แหละครับ เพราะจะได้บริการที่หลากหลายไปอีกจากการรวมกิจการในครั้งนี้ และเราก็ไม่ต้องใช้หลายแอพอีกต่อไป เพราะ Grab แอพเดียวก็แทบจะครบแล้ว ตั้งแต่ส่งคน ส่งของ ส่งอาหาร ด้วยยานพาหนะในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ Grab ยังบอกอีกว่ายังสนใจในตลาดโซน ญี่ปุ่นและอินเดียอีกด้วยครับ คงต้องจับตามองกันต่อไป...

ปัจจุบันนี้เราคงต้องยอมรับว่าในบ้านเราคนที่อ่านหนังสือประจำๆค่อนข้างจะน้อยลงทุกที แม้ว่าทุกคนจะรู้ข้อดีของมันก็ตาม เพราะด้วยเทคโนโลยีที่สามารถจะอ่านผ่านเว็บไซต์หรือแอพได้ แต่ก็ใช่ว่าสื่อเหล่านั้นจะดีกว่าหรือมาทดแทนหนังสือได้ การที่นักเขียนหรือบรรณาธิการจะปล่อยให้นักเขียนหรือสำนักพิมพ์ พิมพ์หนังสือออกมาแต่ละเล่ม ต้องผ่านการคัดกรองเนื้อหาและพิสูจน์อักษรอย่างดี ต่างกับสื่อด้านเว็บไซต์ที่ใครๆก็สามารถทำและเขียนเนื้อหาออกมาก็ได้ เพราะฉะนั้นเนื้อหาบนหนังสือยังมีความน่าเชื่อถือและใช้อ้างอิงได้มากกว่านั่นเอง เอาจริงๆแล้ววันนี้ผมจะมาพูดข้อดีของการอ่านว่ามันดียังไง ไม่ได้จะมาเปรียบเทียบว่าหนังสือหรือสื่อออนไลน์อันไหนจะดีกว่ากันหรอกครับ เพียงแต่ยังมีคนเข้าใจผิดว่าจะซื้อหนังสือมาอ่านให้เปลืองเงินทำไมเพราะอ่านออนไลน์ก็ได้...

  ถ้าพูดถึงชื่อ Apple แล้ว บริษัทนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นที่จับตาจากทั่วโลก แม้กระทั่งมีเพียงแค่ข่าวลือราคาหุ้น Apple ยังขยับตัวให้นักลงทุนต้องจับ ตามองกันเลยทีเดียว จะนับประสาอะไรที่ออกมาบอกด้วยตัวเองว่าบริษัทนั้นสนใจที่จะทำอะไรยิ่งใหญ่อีกครั้งที่ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เลย แต่จะเป็น Big Project ด้าน Healthcare แทน เมื่อข่าวนี้ได้เผยแพร่ไปก็เป็นที่จับตามองของวงการสุขภาพอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้บิ๊กเนมอย่าง Amazon ก็เคยประกาศที่จะทำธุรกิจตลาดนี้เช่นกัน เพื่อดูแลสุขภาพของพนักงานให้ดีขึ้นและทั่วถึง CEO Tim Cook ก็ได้กล่าวว่าถ้า Apple จะลงเข้ามาสู่ตลาด Healthcare ก็คงลงมาดูแลรักษาพนักงานก่อนในเบื้องต้นคล้ายๆกับ Amazon จากนั้น ค่อยพัฒนาอุปกรณ์ที่เป็น Hardware และ Software ให้รองรับต่อไป จริงๆแล้ว Apple Watch ก็เป็นทั้ง Hardware และ Software แบบกึ่งๆที่ค่อย ค้างจะรองรับ Healthcare อยู่แล้ว แต่คงต้องมีการพัฒนาอุปกรณ์เฉพาะขึ้นมาอีก ซึ่งถ้ามองง่ายๆอนาคต iPhone อาจจะตรวจและดูแลสุขภาพของตัวเราเองไปทุกย่างก้าวก็เป็นได้ ไม่เพียงแค่ Apple เท่านั้น ยังมีองค์กรทั่วโลกระดับ ชั้นนำหันมาสนใจตลาดนี้เช่นกัน เพราะทั่วโลกนั้นมีผู้สูงอายุมากขึ้นและยังมีบริการดูแลสุขภาพยังไม่ทั่วถึง ทำให้หลายๆบริษัทมองเห็นศักยภาพที่ตัว เองจะลงไปทำได้ คงต้องมาดูกันว่าใครจะทำแล้วตอบโจทย์มากที่สุด แต่ผมบอกเลยว่า Apple นั้นน่ากลัวเสมอสำหรับคู่แข่งด้าน Healthcare เพราะ มีครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี เงิน และบุคลากร รวมทั้งชื่อเสียง ต้องติดตามกันต่อไปครับว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร https://www.youtube.com/watch?v=hQ_CbP7Q1vk...

สำหรับนักพูดหน้าใหม่หรือหน้าเก่าเชื่อว่าหลายๆคนก็คงเคยชินกับคำพูดติดปากหลายๆคำ มันคงจะไม่เป็นไรถ้าเราจะพูดคุยกันปกติ แต่ถ้าเป็นการนำเสนอก็คงจะดูแปลกๆฟังแล้วไม่ลื่นหูและไม่เป็นมืออาชีพซักเท่าไหร่ จริงๆแล้วคำพูดเหล่านี้แก้ไขได้ง่ายๆโดยการฝึกฝนที่ผมจะบอก ลองมาดูกันครับว่าเราจะทำอย่างไรให้การนำเสนอราบรื่นที่สุด อัดเสียงตัวเองไว้ดิ ให้เราลองใช้มือถืออัดดูก็ได้ครับ เพราะเมื่อเราอัดเสียงแล้วก็ให้นำมาฟังอีกครั้ง เราก็จะเห็นชัดเจนว่าเราพูดคำไหนบ่อยๆซ้ำๆ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร ลองใช้วิธี เว้นวรรคการพูด ในการที่เราพูดเนื้อหายาวๆหรือนานหลายนาที มันก็มักจะเผลอและพูดคำซ้าๆกันได้ วิธีนี้ให้เราลองเว้นวรรคการพูดดู เพราะว่ามันจะเป็นการเตือนสติอีกแบบและย้ำว่าไม่ให้เราพูดคำนั้นๆซ้าไปซ้ามา ดูตัวเองในวิดีโอ วิธีที่ดีที่สุดก็คือการอัดวีดีโอไว้ดูเพราะว่าจะเกิดการพัฒนาอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้เห็นตัวเองทั้งบุคลิก คำพูด พูดง่ายๆคือได้เห็นทั้งภาพและเสียงทำใเราปรับปรุงได้ง่ายและเร็วขึ้น ลองอัดแล้วนำกลับมาดูซ้ำใหม่ครับ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นวิธีลดการพูดซ้าๆในคำเดิมๆ ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ ถ้าเราแก้ไขได้แล้วก็จะทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น และเกิดการพัฒนาในการ Present ของเราด้วยอีกทาง...

สำหรับคนไทยเชื่อว่าอยู่กับกาแฟมาอย่างยาวนาน แต่จริงๆแล้วถ้าเรารู้ลึกๆ รสชาติของกาแฟมีความต่างอยู่พอสมควร บางคนก็จะทานรสเดิมๆเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา 1-2 รสชาติแค่นั้น เดี๋ยวเราจะมาดูกันครับว่ากาแฟแต่ละแบบมันต่างกันยังไงและมีส่วนผสมอะไรบ้าง เผื่อใครจะลองดื่มรสชาติอื่นดูบ้าง 9.30 น. – 11.30 น. ก่อนที่เราจะมาเรียนรู้รสชาติกาแฟหรือส่วนผสม เรารู้รึเปล่าว่าจริงๆแล้วในตอนตื่นนอนเราไม่ควรจะดื่มกาแฟในทันที เพราะมีผลการทดลองของนักประสาทวิทยาจากอเมริกา Uniformed Services University of the Health Sciences (USUHS) ว่าในเวลาดังกล่าวนั้นถ้าเราดื่มกาแฟเข้าไปคาเฟอีนมันจะไปทำปฎิกิริยากับฮอร์โมน คาเฟอีนออกฤทธิ์หลังดื่ม 30 นาที จะบอกว่าถ้าเราดื่มกาแฟเข้าไป คาเฟอีนจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดภายใน 30 นาที มันจะทำให้เราไม่ง่วงและสดชื่นขึ้นมา แต่หลังจากนั้นตับจะเป็นตัวสลายและออกมาทางปัสสาวะเรา ห้ามดื่มเกินวันละ 4 แก้ว ผมคิดว่า 2 แก้วก็โอเคแล้วนะครับเพราะถ้ามากกว่านี้คาเฟอีนที่เข้าไปในร่างกายจะมากเกินไปและส่งผลต่อตับและร่างกาย และจะทำให้ติดคาเฟอีนได้ กาแฟแต่ละแบบ ต่างกันยังไง เอสเพรสโซ่ (Espresso) จะเป็นกาแฟสีดำรสชาติเข้มข้น ถ้าคนที่ไม่เคยทานก็จะออกขมๆ แต่จะถูกใจคอกาแฟแท้ๆเลยละครับ เพราะว่ากาแฟชนิดนี้จะทำโดยการน้ำร้อนความร้อนสูงไหลลงผ่านเมล็ดกาแฟ แล้วก็มักจะไม่ใส่น้ำตาลเพิ่ม ลาเต้ (Latte) ยกให้เป็นอันดับ 1 เรื่องรสชาติที่นิยมมากที่สุด ด้วยความหวานมันลงตัวจากการผสมจากเอสเพรสโซ 1 ชอต แล้วตามด้วยนมสองส่วนจบด้วยการเทเนื้อนมสดราดบนกาแฟตกแต่งอีกที คาปูชิโน่ (Capuchino) เป็นรสชาติยอดนิยมอีกรสนึงเพราว่าจะใช้เอสเพรสโซผสมกับฟองนมอ่อนๆแล้วเสริมการแต่งตกด้วย Topping จำพวกช็อคโกแลตซอส มอคค่า (Mocca) มันคือกาแฟที่เอาใจคนรักช็อคโกแลตครับ โดยจะเอาเอสเพรสโซ 1 ชอต แล้วผสมกับน้ำเชื่อมช็อคโก้ร้อนๆกับนมร้อนๆเช่นกัน แล้วบีบวิปครีมตบท้าย อเมริกาโน่ (Americano) กาแฟอเมริกาโน่จะทำโดยใช้เอสเพรสโซ 1 ชอต แล้วก็เอาไปผสมกับน้ำเปล่าๆ 3 ส่วน แล้วก็การดื่มก็ผสมกับน้ำแข็งแต่ก็ไม่ใส่น้ำตาล ...