Author: Co-working Space

ในการทำงานสมัยนี้ถ้าเราทำงานแบบไม่ยั้งถึงไหนถึงไหนแล้วละก็โรคภัยไข้เจ็บต้องถามหากันอย่างแน่นอน หลายๆคนที่ผมเคยเห็นเรียกได้ว่าเป็นอีกโรคนึงที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงคือ โรคบ้างาน หรือ Workaholic หลายๆคนอาจจะยังไม่คุ้นหรือแม้แต่ยังเป็นแค่คำแซวกันมากกว่าสำหรับคำว่า บ้างานแต่จริงๆแล้วเป็นโรคชนิดนึงเลยนะครับ เราจะมาดูกันว่าคุณเป็นโรคนี้หรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นการจะดูว่าคุณเป็นคนบ้างานหรือเปล่าให้มาดูนิสัยส่วนตัวกันก่อนว่าคุณเป็นคนที่โคตรจะเจ้าระเบียบหรือเปล่า เอาจริงเอาจังในทุกเรื่องหรือไม่ ชอบการแข่งขัน และมีความทะเยอทะยานสูง  ถ้าถามว่าคนที่จะดีใจที่คุณเป็นแบบนี้นั่นก็คือเจ้านายใช่มั้ย มันก็อาจจะใช่ แต่มันส่งผลเสียกับตัวคุณนะ ซึ่งถ้าในแต่ละวันคุณลงแรงลงงานกว่า 9.6 ชม./วัน หรือคิดเป็น 48 ชม./สัปดาห์ ผมบอกเลยว่าคุณเป็นคนทำงานหนักเป็นอันดับต้นๆของโลกใบนี้เลย การทำงานหนักนั้นไม่ผิดครับถ้าเรารู้จักผ่อนคลายบ้าง แต่ไม่ใช่พอว่างแล้วก็ลุยอย่างอย่างเดียวก็คงไม่ใช่วิธีที่ถูก สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักบริหารเวลาให้ลงตัว เวลาไหนจะทำอะไร จะได้มีจิดใจที่ไม่ฟุ้งซ่าน หรือขาดสมาธิจากการทำงานมากเกินไป ทางสายกลางและเหมาะสมจะดีที่สุด ผลเสียต่อการทำงานหนักเกินไปก็จะทำให้เป็นคนที่มีจิตใจฟุ้งซ่านไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ขี้หงุดหงิด ร่างกายเหนื่อยล้าและระยะยาวก็จะทำให้โรคภัยถามหา วิธีที่จะให้ทุกคนเอาไปใช้คือการทำงานแบบ work smart ไม่ต้องทำงานหนักเกินไปครับแต่ได้ผลลัพธ์จากการทำงานที่ดีเหมือนกัน มีอะไรบ้างมาดูกัน    < S > smile อย่าไปกลัวครับ ให้เรายิ้มรับกับทุกปัญหาที่เข้ามา เพราะว่าทุกปัญหามีทางแก้เสมอ    < M > manage ควรจะบริหารเวลาให้เป็น ในแต่ละวัน เราจะทำอะไรบ้าง จะได้ใช้เวลากับคนที่รักคุณและครอบครัวบ้าง หรือแม้แต่การพบเจอเพื่อนบ้าง    < A > analyze รู้จักวิเคราะห์งานว่าอันไหนควรทำก่อนหลัง ไม่ควรทำเรื่องที่เกินศักยภาพของตน    < R > relax พักผ่อน โดยออกไปเที่ยวเล่นชิลๆบ้าง อันนี้คงเข้าใจกันทุกคน    < T > train หากเราทำงานกันเป็นทีม ก็ควรที่จะฝึกให้คนอื่นๆในกลุ่มทำงานแทนเราหรือคนอื่นๆได้ เวลาคนใดคนนึงลาก็ไม่หนักเราเกินไป ไม่ยากใช่มั้ยครับ สิ่งสำคัญคือควรแบ่งงานที่จะทำ เวลาให้ลงตัว ใครเป็นคนทำบ้าง รับรองเลยว่าชีวิตคุณจะ Smart ขึ้นแน่นอน...

จากที่ผ่านๆมาผมได้นำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับการนำเสนอหรือ Present ไปพอสมควรแล้ว แต่ที่เคยพูดๆมาก็ไม่ชัดในเรื่องของโมเดลตัวอย่างมากนักเท่าไหร่ วันนี้สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือการนำเสนอของคนๆนึงที่เรียกว่าเป็นศาสดาด้วยเทคโนโลยีของโลก แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม แต่ทั้งความสำเร็จ ความเก่งกาจ และความเป็นศาสดาของเค้ายังแฝงอยู่ทุกแห่งหนในบริษัทรวมทั้ง Product ที่ได้ออกมาใหม่ๆก็มีกลิ่นอายของเค้าอยู่เสมอ เค้าคนนั้นชื่อ Steve Jobs ครับ เค้าคนนี้ไม่มีใครเถียงเลยว่านอกจากเค้าเก่งด้าน Tech แล้ว การนำเสนอของเค้าหลายๆที่หลายๆบริษัทก็นำไปใช้กันทั้งนั้น ด้วยความที่เข้าใจง่าย ทรงพลัง เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างแนบเนียน ผมจะเอาขั้นตอนการนำเสนอของ Steve Jobs มาเล่าให้ฟัง เพื่อที่เราทุกคนจะได้เข้าใจยุทธวิธีการนำเสนอระดับโลกของศาสดาแห่งบริษัท Apple Inc. คนนี้กันครับ Steve Jobs จะใช้ประโยคสั้นๆ และมีความหมายที่ทรงพลังเสมอๆ จะสังเกตุว่าใน Presentation ของ Steve Jobs หรือแม้แต่ Apple เอง เค้าจะใช้คำพูดสั้นๆนำเสนอเสมอๆ แต่คำพูดเหล่านั้นคนฟังอ่านแล้วเข้าใจสิ่งที่จะสื่อทันทีทันใดและแม่นยำมาก ซึ่ง Headline ของการ Present จะมีไม่เกินประมาณ 140 คำ แค่นั้นเอง อารมณ์คล้ายๆ Twitter ครับ เพราะมันจะเป็นข้อดีด้วยในกรณีที่นักข่าวจะเผยแพร่ก็จะทำได้ง่ายเช่นกัน จะทำให้คนเห็นภาพ จากการเปรียบเทียบกับสิ่งของใกล้ตัว Steve Jobs เองเป็นคนที่มีจินตนาการสูงมากๆ และจินตนาการเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่เพ้อฝัน แต่สามารถทำและเกิดขึ้นได้จริง เช่น ในปี 2008 นั้น ในปีนั้น Steve Jobs จะทำการเปิดตัว Macbook Air ซึ่งคุยเอาไว้ว่ามันจะเป็น Notebook ที่บางที่สุดในโลก เค้านำเสนอโดยเอา Notebook เครื่องนั้นมาใส่ไว้ในซองเอกสารแล้วถืออกมาบนเวที โดยคนดูก็นึกไม่ถึงว่าในซองเอกสารแคบๆบางๆนั้นมีคอมพิวเตอร์อยู่ เมื่อ Steve Jobs นำ Macbook ออกมาจากซองเอกสาร คนดูและผู้ชมทั้งโลกถึงกับว้าว เพราะใครจะคิดว่าคอมพิวเตอร์อะไรจะบางถึงขนาดนั้นและสามารถใส่ในซองเอกสารได้ มันเป็นอะไรที่คนทั้งโลกจดจำ Laptop เครื่องนั้นเป็นอย่างดี พร้อมรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เสมอ...

ถ้าพูดถึงสถาบันการศึกษาในปัจจุบันนี้ที่เราจะเลือกสอบเข้าหรือเรียนต่อก็มีมากมายไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน ปัจจัยที่จะเลือกพิจารณาเรียนต่อก็มีมากมายไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม หลักสูตรวิชา ที่ตั้ง บุคลากรต่างๆ เป็นต้น สำหรับน้องๆนักศึกษาสามารถใช้วิธีที่ผมจะบอกต่อไปนี้เพื่อใช้ถามใจตัวเองหรือ Research ได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อที่เรียนให้ถูกกับจริตของเรามากที่สุดครับ ลองใช้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้เพื่อใช้ในการตัดสินใจได้เลย 1. ถามตัวเองว่าจริงๆแล้วรู้สึกยังไง ความรู้สึกจะเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆครับในการเลือกที่เรียน อย่าลืมว่าเราจะต้องไปเกือบทุกวันและอยู่กับมันหลายปี ถ้าเราไปครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าใช่ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ก็ถือว่ามันก็น่าถูกจริตกับคุณไปกว่า 50% แล้ว เราต้องถามตัวเองให้ได้ว่ารู้สึกดีกับมันยังไง และมันน่าจะอยู่กับเราไปนานหลายปีด้วยมั้ย 2. เมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ดี? การเลือกมหาลัยที่อยู่ในเมืองเล็กหรือห่างไกลเมืองหลวงกับมหาลัยที่อยู่ในเมืองใหญ่นั้นค่อนข้างต่างกันพอสมควรครับ สถาบันการศึกษาที่อยู่ในเมืองใหญ่ข้อดีคือ มีสถานที่ให้เปิดหูเปิดตาเยอะ การเดินทางที่สะดวกทันสมัย อาหารก็มีหลากหลาย แต่เงินในประเป๋าคุณก็หมดไวนะ แต่ข้อเสียมันก็มีเช่น เสียงรบกวน หรือมลพิษมันก็มากตาม ส่วนเมืองเล็กๆความเป็นธรรมชาติ อากาศ ความเงียบสงบ มันก็ทำให้คุณมีสมาธิและอยู่กับการเรียนได้มากขึ้น 3. มหาลัยเก่าหรือใหม่ดี? ตรงนี้ถ้าจะให้เรามองแต่ภาพลักณ์ภายนอกอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะมหาลัยเก่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะล้าสมัยแต่อย่างใด แต่ความเก่าก็แฝงไว้ด้วยประสบการณ์ครูบาอาจารย์มากมาย บางที่ก็จะมีคณะที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ซึ่งเราต้องหาข้อมูลตรงนี้ดีๆก่อนตัดสินใจ  แต่เมื่อเราเอามาเปรียบกับมหาลัยใหม่ๆก็คงต้องบอกว่าคนละอารมณ์กัน เพราะสถาบันใหม่ๆก็มีเครื่องมือที่ใหม่และทันสมัยมากกว่า ยิ่งถ้ามีชื่อเสียงในคณะที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้วยแล้ว ทำให้เราๆได้เรียนรู้ในเครื่องมือดีๆ เพราะเมื่อเราจบออกไปทำงานจริง ประสบการณ์ที่ได้ใช้เครื่องมือที่ทันยุคทันสมัยจะช่วยคุณได้มากทีเดียว 4. รุ่นพี่ที่จบว่ากันอย่างไรบ้าง? เราไม่ได้เป็นคนแรกแน่นอนที่ไปเรียน การถามไถ่หรือดูรีวิวจากคนที่เคยเรียนก็จะรู้เบื้องลึกหนาบางบ้าง และการดูจากคนที่เขียนในอินเตอร์เน็ตหรือจากนักศึกษาประเทศอื่นๆก็จะได้อะไรที่ real และมุมมองที่แตกต่างกันไปทำให้เรามองเห็นภาพชัดขึ้น 5. ผลโพล ผลสำรวจ นักวิจารณ์ โดยทุกๆปีมหาลัยต่างๆก็จะถูกจัดอันดับโดยบรรดาผลโพลหรือคุณภาพตามงานวิจัยต่างๆ ซึ่งปัจจัยต่างๆที่เอามาวัดผลก็ทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าคุณภาพสถานศึกษาอยู่ในระดับไหน เป็นที่ยอมรับหรือไม่ ผลงานเด่นมีอะไรบ้าง นักศึกษาได้รางวัลในสาขาใดบ้าง สิ่งเหล่านี้จะถูกเปิดเผยข้อมูลสู่สาธาณะชน ...

ถ้าจะให้พูดถึงร้านค้าปลีกในปัจจุบันในบ้านเราก็แทบจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีใครสามารถปรบมือสู้กับเซเว่น ,บิ๊กซี โลตัส ,แมคโค แน่นอน แต่ถ้าเราจะพูดถึงร้านค้าออนไลน์พฤติกรรมคนไทยก็มักจะชอบไปถึงที่ หยิบจับซื้อของด้วยตัวเองซะมากกว่า แต่เราลองคิดดูว่าถ้าเกิดผนวกระบบออนไลน์เข้ากับร้านค้าปลีกออฟไลน์ ที่จะมาช่วยเรื่องความสะดวกรวดเร็ว และยังเดินมาช้อปได้เหมือนกันมันคงจะดีไม่น้อย อย่างที่ Amazon Go กำลังทำอยู่...

ผมเชื่อว่าใครหลายคนคงเคยเจอเหตุการณ์แบบที่ไม่น่าประทับใจในการนำเสนองานบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะหลังจากพูดเสร็จแล้ว สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือ ความเงียบ(กริบ) วันนี้ผมจะเอาเทคนิคดีๆมาบอกกันเพื่อจะลบล้างความไม่มั่นใจเหล่านั้นออกไป ลองนำวิธีเหล่านี้ ไปปรับใช้กันดูนะครับ รับรองว่าการนำเสนอครั้งหน้าเรามั่นใจมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน...

เคยมานั่งนึกกันมั้ยครับว่าหลังจากที่เราได้ออกไปพูดในที่ทำงานหรือแม้แต่กับเพื่อนบางที เรามักจะมีประโยคหรือคำที่ติดปาก ที่ทำให้มันต้องพูดออกมาบ่อยๆแบบไม่ทันได้ตั้งตัวเลย ซึ่งคำเหล่านี้อาจจะทำให้เราเสียบุคลิกที่น่าเชื่อถือได้ ใครอยากรู้ตามกันมาเลยครับ รู้แล้วอย่าลืมบังคับตัวเองให้เลิกพูดเลยนะครับ แล้วชีวีตจะดีขึ้น! ...

ในโลกสมัยใหม่ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาการประกอบอาชีพ Freelance นั้นเป็นที่นิยมอย่างมาก เป็นเพราะด้วยเทคโนโลยีหลายๆแขนงโดยเฉพาะ Search Engine ที่ทำให้ข้อมูลทั่วโลกรวมเข้าด้วยกันและใครก็สามารถจะค้นหาได้ ทำให้ความรู้ต่างๆแพร่หลาย และด้วยบุคลิกของอาชีพ Freelance ที่มักจะทำจะผลิตอะไรเองทั้งหมดซึ่งจะนั่งทำงานที่ใดก้ได้ในโลกใบนี้ แต่อาชีพ Freelance นั้นก็มีข้อเสียอยู่บ้างถ้าเราขาดระเบียบวินัยในการทำงานด้วยบรรยากาศที่จะนั่ง กิน นอน ตอนไหนก็ได้ วันนี้ผมจะมาแนะนำสิ่งที่ Freelance จะขาดไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดข้อใดข้อนึงแล้วละก็ อาจจะทำให้เจออุปสรรคก็เป็นได้ สิ่งเหล่านี้ถ้าเราสามารถจัดการมันได้ดีละก็อาชีพ Freelance จะเป็นอาชีพในฝันเลยละครับ 1 กำหนดเวลาทำงาน 2 วางแผนการทำงาน 3 หาเวลาพัก 4 จัดสรรคพื้นที่ทำงาน 5 แต่งตัวให้ดูดี 6 อย่าวอกแวก 7 ระเบียบวินัย ...

ว่ากันด้วยวาจา วาจาเป็นอะไรที่มนุษย์ผิดพลาดกันง่ายที่สุดในศีล 5 ข้อ เพราะว่ามันอยู่ที่ปากเราตลอดเวลานี่เอง การโกหก การพูดหยาบ การด่าทอ การนินทา ย่อมไม่ดีต่อผู้รับรู้แน่นอนและยังไม่ดีแต่ใจผู้พูดด้วย เคยได้ยินมั้ยครับว่า "ก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด หลังพูดคำพูดเป็นนายเรา" และการอยู่ที่ทำงานหรือที่สาธารณะ การระมัดระวังคำพูดสำคัญมาก เพราะถ้าห่างพูดไปทันไม่ยั่งคิดอาจเสียคนเสียผู้ใหญ่ได้เลยทีเดียวเด้อ เราจะมาดูกันว่าอะไรบ้างนะที่เราไม่ต้องควรที่จะพูดในที่ทำงาน 1. ฉันได้งานใหม่แล้ว หรือ กำลังหางานที่ใหม่อยู่ 2. เพื่อนร่วมงานทำงานไม่ได้เรื่อง นินทาลับหลัง 3. มุกเมื่อสิบปีที่แล้ว อีกทั้งยังเล่นซ้ำไปซ้ำมา ใครละจะขำออก 4. ความเกเรสุดขั้ววัยเรียน แม้ว่าจะผ่านมานานแล้ว แล้วใครจะเชื่อละว่าเราจะไม่ทำอีก 5. เรื่องใต้เตียง เรื่องบนเตียง ทั้งเราและเขา 6. พูดแต่เรื่องดีๆของตัวเอง อะไรแย่ๆโยนให้คนอื่น 7. มุมมองที่แตกต่างด้านศาสนา วัฒนธรรม 8. เบื่องานที่ทำ นินทาหัวหน้า ประชดนโยบาย 9. โอ้อวดในเงินเดือน เงินโบนัส เงินพิเศษต่างๆที่ได้มากกว่าใครเพื่อน 10. เหตุการณ์ในขณะเมาไม่ได้สติ ทำอะไรในสิ่งไม่ดี นี่คือ 10 เหตุการณ์ที่เราไม่ควรจะนำไปเล่าหรือพูดในที่ทำงาน เพราะนอกจากไม่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีแล้ว ยังทำให้คนอื่นขุ่นมัวได้ครับ ให้เรารู้จักคิดก่อนพูด และที่สำคัญ เราจะต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองมากๆด้วย...

ผมเชื่อว่าถ้าคุณคลิกมาอ่านบทความนี้คุณคงจะเอือมระอาการทำงานที่คุณได้ทำอยู่ไม่น้อย ไม่ต้องตอบหรอก เบื่อจริงๆด้วย! วันนี้ผมจะมาดึงความรู้สึกดีๆของคุณกลับมา และจะบอกวิธีแก้ปัญหาให้ด้วย ตามมาครับ ก่อนอื่นเลยนะ ให้ใจเย็นๆก่อน ไปหาเก็กฮวยก่อนก็ได้แก้ร้อนใน ลองถามตัวเองดูว่างานที่ทำอยู่เนี่ยมันดีมั้ย มันเป็นสิ่งที่เราชอบมั้ย หรือแค่ต้องการเงินไปวันๆ มันเป็นงานเช้าชามเย็นชามหรือเปล่า อะไรที่เราทำให้เราไม่สบายใจ ลิสมันออกมา อย่างที่บอกครับให้ทำใจเย็นๆก่อนอย่าให้มีอารมณ์ ให้ลองถอยจากสิ่งที่เบื่อ เซ็ง ออกมาก่อน เราต้องอย่าลืมนะครับว่าถ้าเราทำงานไม่เต็มที่ อาจจะกระทบกับบริษัทได้ สิ่งนึงที่เราต้องยึดไว้คือ ความเป็นอาชีพ เมื่อเราลองทำทุกอย่างแล้ว แต่มันไม่ได้ผล ให้เราลองเปลี่ยนงานใหม่เลยครับ มันเป็นปกติครับที่แต่ละงาน แต่ละที่ก็มีทั้งทุกข์และสุขปนกันไปเป็นเรื่องธรรมดา ให้เราลองทำเรซูเม่แล้วส่งไปที่บริษัทใหม่ และต้องแน่ใจว่าบริษัทเราจะไม่มีสิ่งทุกข์ใจเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ให้เราเลือกงานที่ชอบที่รักและอยากทำจริงๆ จะได้ไม่ต้องมาเป็นลูปเดิมนั่นเอง จริงๆแล้วผมไม่แนะนำให้เราเปลี่ยนงานบ่อยๆหรอกครับ แต่ถ้าทำแล้วมันมีแต่ด้านลบทั้งตัวงานและจิตใจเรา รวมทั้งบริษัทด้วย การถอยออกมาก็คงจะดีมากกว่า แล้วก็อย่าลืมว่าการตัดสินใจให้เราเป็นคนตัดสินใจเองเท่านั้น ไม่ใช่ถามเพื่อนถามน้องแล้วจัดเต็มนะครับ เพราะไม่นานเดี๋ยวก็เจอปัญหาอีก แถมแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ซะด้วย...

ผมเชื่อว่าใครที่อยู่ในกวงการไอทีบ้านเราไม่มีใครไม่รู้จักคำว่า Startup เพราะในบ้านเรานั้น Startup หลายต่อหลายแห่งโตจนเป็นบริษัทมูลค่าร้อยล้านมากมายแล้ว เพราะเพียงแค่เรามีไอเดียเจ๋งๆโดนๆแล้วนำไปนำเสนอกับกลุ่มผู้ลงทุน ถ้ามันเจ๋งและโดนจริง ผู้ลงทุนก็พร้อมลงขันให้เราสามารถสร้าง Startup ในฝันได้เลย จะเห็นได้ว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจในปัจจุบันเป็นอะไรที่ก้าวกระโดดมาก และไม่จำเป็นแล้วว่าคนอายุมากจะต้องประสบความสำเร็จก่อนคนอายุน้อย เพราะว่าใครมีไอเดียก็สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกคน วันนี้ผมจะเอาไอเดียมาฝากสำหรับคนที่อยากสร้าง Startup ของตัวเอง ปัจจัยคามสำเร็จนั้นมีอะไรบ้าง 1.เริ่มจากความหลงใหล การที่เราทำอะไรแล้วชอบไปด้วยนั้น มันมักจะประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่ามาก เพราะทุกๆเช้าที่เราตื่นขึ้นมาก็อยากจะทำอยากจะคลุกคลีกับมันโดยที่ไม่ต้องมีใครสั่งนันเอง ความหลงไหลก็เป็นอะไรที่จะทำให้ความสำเร็จไหลมาง่ายด้วยเช่นกัน 2.ทุกคนในทีมเป็นส่วนหนึ่ง ทีมเวิร์คสำคัญมาก เพราะไม่มี Startup ไหนที่นั่งทำงานอยู่คนเดียว และนักลงทุนก็ไม่เอาเงินก้อนไปฝากความหวังไว้กับคนๆเดียวแน่นอน 3.ทดลองให้เร็วที่สุด การลองผิดลองถูกเป็นของที่อยู่คู่กับธุรกิจมานาน ไม่มีหรอกครับที่จะลองทำเพียงครั้งเดียวจะสำเร็จเลย และการลองผิดลองถูกก็มีข้อดี เพราะจะทำให้เมื่อผู้ลงทุนลงเงินไปกับธุรกิจแล้ว ก็ลดความเสียหายลงได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีไอเดียอะไรที่ยังไม่ได้พิสูจน์ให้เอามาลองเลย 4.เข้าใจการตลาด การที่เราจะเป็น Startup ที่สมบูรณ์แบบ เราจะต้องเข้าใจตลอดอย่าถ่องแท้ อย่าลืมว่า Startup ก็จะก้าวไปสู่ Company ในอนาคต โดยส่วนมากทีมใน Startup ส่วนมาก ก็จะมีความรู้เฉพาะทางกันไป การที่แต่ละคนจะศึกษาตลาดให้รอบรู้กันทุกคน ก็จะเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบครับ 5.หาตัวช่วยวิเคราะห์ข้อมูล การวัดผลและเก็บข้อมูลก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสูง เพราะมันจะเป็นตัววัดว่าสิ่งที่เราทำมานั้นถูกทางหรือไม่ เราควรหาเครื่องมือเก็บข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่ต้น ยกตัวอย่างถ้าเราทำธุรกิจที่มีเว็บไซต์เข้ามาเกี่ยวข้อง การเก็บข้อมูลและวัดผลที่ดีก็คือ Google Analytics ที่สำคัญฟรีอีกด้วย สิ่งเหล่านี้จะบอกว่าเราควรจะเดินไปทางไหนต่อ และพัฒนามันอย่างไรบ้าง...